มองหัวข้อผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ในเทศกาลภาพยนต์นักเรียนนักศึกษา

กรมการศึกษา นครนิวไทเปได้กำหนดให้ เดือนมิถุนายนเป็น "เดือนแห่งวัฒนธรรมนานาชาติ"
และได้จัดพิธีมอบรางวัลและพิธีเปิดเทศกาลภาพยนต์หลากหลายนักเรียนนักศึกษาขึ้นในงาน "ผู้กำกับตัวน้อย บิ๊กวิสัยทัศน์ "
ซึ่งหวังไว้ว่าชุดกิจกรรมนี้ จะได้กระตุ้นส่งเสริมให้นักเรียนนักศึกษาและประชาชนทั่วไปเข้าร่วมในงานนานาชาติ
ปลูกฝังแนวความคิดการเคารพในวัฒนธรรมอันหลากหลาย.
กรมการศึกษา นครนิวไทเปแถลงว่า เนื่องด้วยนครนิวไทเปมีจำนวนผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่มากที่สุดในไต้หวัน
ดังนั้นหัวข้อของงานเทศกาลภาพยนต์จึงอยู่ภายใต้ชื่อว่า "เมฆท้องฟ้าและเรื่องราวของผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่"
โดยผ่านมุมมองของนักเรียนนักศึกษา นำเสนอลักษณะการใช้ชีวิตของผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่
ยินดีต้อนรับผู้ปกครองนำบุตรหลานเข้าร่วมรับชมด้วยกัน.

เรื่องราวของผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ที่มาไต้หวัน

"อาหนี ฮันเซโย" ผู้กำกับเหลียงหลงกล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องราวที่เขียนขึ้นถึงผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่
เนื้อหาเป็นเรื่องราวของผู้หญิงเกาหลีคนหนึ่งชื่อผ่อ ชิ่นโหย่ง มาไต้หวันเพียงลำพังกับบุตรชาย
เป็นเรื่องราวทั้งหมดที่ผ่านมาของเธอเริ่มตั้งแต่มาถึงไต้หวัน จนกระทั่งได้เปิดร้าน สมดั่งฝันที่ตั้งไว้.
ผู้กำกับเหลียงหลงได้พบกับความกล้าหาญในตัวของผ่อ ชิ่นโหย่ง เธอกล่าวว่า ผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ที่มาไต้หวันเหล่านี้นั้น
ต้องจากบ้านเกิดเมืองนอนมายังสถานที่แปลกหน้าเพียงลำพังต้องมีความกล้าหาญเป็นอย่างมาก
พวกเขาต้องการคือไต้หวันให้โอกาสพวกเขาในการทำความฝันให้เป็นจริง.
ผู้กำกับเซียว อี้ถิ่ง ผู้ได้รับรางวัลเหรียญเงิน "ตั๋วโดยสารเที่ยวเดียว" ในเทศกาลภาพยนต์กล่าวด้วยว่า
พวกเธอมาไต้หวันไม่เหมือนกับพวกเราที่ออกต่างประเทศสิ่งที่เราสามารถทำได้คือวางแผนการเดินทางไว้ก่อน
ทั้งยังสามารถซื้อตั๋วกลับบ้านได้ พวกเธอมาถึงแล้วจากนั้นต้องใช้ชีวิตอยู่ในไต้หวัน ดังนั้นตั๋วที่พวกเธอซื้อมาไต้หวันจึงเป็น
"ตั๋วโดยสารเที่ยวเดียว" และระหว่าง "ช่วงการเดินทาง" ในไต้หวันจะเกิดเรื่องราวที่ไม่คาดคิดอีกมากมาย
สิ่งนี้จำเป็นต้องใช้ความกล้าหาญเป็นอย่างมากในการทำให้ "ช่วงการเดินทาง" ในครั้งนี้สำเร็จลง
นักแสดงตัวเอกในภาพยนต์บอกกับพวกเราว่า ถึงแม้ว่าชีวิตความเป็นอยู่ลำบากมาก แต่ก็ยอมที่จะทำความพยายาม
ต้องมีการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน.

ถ่ายทำลักษณะชีวิตผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ออกมาแตกต่างกันไป

ในเทศกาลภาพยนต์มีภาพยนต์จำนวนไม่น้อยที่ถ่ายทำภาพออกมาไม่เหมือนกัน หลังจากที่ จู
ยวู่หลินอาจารย์ชี้นำได้ให้ความช่วยเหลือนักศึกษาถ่ายทำภาพยนต์บันทึกผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ "อาหนี ฮันเซโย"เสร็จสิ้นลงแล้วนั้น
เขาพบว่าแท้จริงแล้วผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ไม่ใช่ภาพอย่างที่เราคิดว่าไม่ดี ความรู้และวัฒนธรรมก็ไม่ได้ว่าด้อยกว่าไต้หวัน
ในทางเดียวกันพวกเขาพยายามเข้าใจที่จะเรียนรู้และใช้ชีวิตมากกว่าคนทั่วไปเสียอีก.
เซียว อี้ถิ่ง กล่าวว่าตัวละครเอกในเรื่อง "ตั๋วโดยสารเที่ยวเดียว" ซุน เสียฮุ่ย เป็นผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ที่มาจากกัมพูชา
หนึ่งในลูกสาวของเธอป่วยเป็นโรคหายาก สามีก็มาเสียชีวิต สภาพเศรษฐกิจในครอบครัวค่อนข้างแย่ทีเดียว
แต่เธอก็ยังคงให้การศึกษาแก่ลูกทั้งสองของเธอเป็นอย่างดี ตัวเธอเองได้ไปเรียนเสริมภาษาจีนในโรงเรียน
ยังได้รับเชิญให้ไปขึ้นเวทีบรรยายในหลายที่อีกด้วย ดังนั้นผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่เมื่อเผชิญหน้ากับความยากลำบากนั้น
ไม่เหมือนดั่งโลกภายนอกที่คิดว่าอ่อนแอเช่นนั้น แต่จะมองดูชีวิตของตัวเองในทางที่เป็นบวกอย่างมาก.

"ภาพยนต์สั้น บิ๊กวิสัยทัศน์ "

จากภาพยนต์บันทึกเรื่องราวนี้ เราสามารถมองเห็นหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ได้อย่างมากมาย หลิง
จื่ออิ่งได้เข้าร่วมในการถ่ายทำกล่าวว่า "ในระหว่างการถ่ายทำ ปัญหาที่สำคัญมากคือภาษา ไม่สามารถทำให้เธอเปิดใจได้ " เฉิน
โย่วจื่อ รับหน้าที่เป็นช่างถ่ายภาพ กล่าวว่า "จำเป็นต้องมีคนคุยเรื่องราวภายในใจกับพวกเธอ "
ไม่สามารถเปิดใจได้ เป็นช่องว่างทางภาษาและวัฒนธรรม ในการวิเคราะห์ขั้นสุดท้าย แท้จริงแล้วก็คือปัญหาด้านการศึกษา
หัวหน้าหง ฝู่หมิง ได้เข้าร่วมในการให้การศึกษาแก่ผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่มาเป็นเวลานานหลายปี เห็นว่า
การศึกษาให้อ่านออกเขียนได้เป็นสิ่งสำคัญที่สุด ถึงแม้ว่ารัฐบาลมีการเปิดเรียนชั้นภาษาจีนโดยเฉพาะในแต่ละประเภท
แต่ก็มีเพียงจำนวนน้อยคนเท่านั้นที่รับรู้สัมผัสได้ หน่วยงานการศึกษาควรจะแสดงออกให้ความช่วยเหลือแก่เขาเหล่านั้น
ไม่ใช่เพียงแต่รอให้พวกเขาเข้ามาลงทะเบียนสมัครเอง
เซียว อี้ถิ่ง คิดว่า ในสิ่งแรกที่ผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่มาถึงไต้หวันนั้นภาษาต้องสื่อสารกันได้ หากสื่อสารไม่ได้
จะทำเรื่องอะไรก็ไม่สามารถทำได้ ดังนั้นในด้านการศึกษาต้องเปิดหลักสูตรที่เกี่ยวข้องกันให้มากยิ่งขึ้น
มิฉะนั้นแล้วจะมีเพียงคนของประเทศเดียวกันรวมอยู่ด้วยกันเท่านั้น
เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วก็ไม่สามารถเข้าไปกลมกลืนกับชีวิตในท้องถิ่นได้ ทั้งยังกล่าวด้วยว่า ภาษาเป็นอุปสรรค
ก็จะรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนมาจากภายนอก ไม่สามารถเปิดใจรับได้อย่างแน่นอน.
ช่องว่างทางวัฒนธรรม เหตุผลนอกเหนือจากเงื่อนไขของประเทศและประเพณีที่ไม่เหมือนกันแล้ว
ประชาชนทั่วไปยังให้ความเคารพในวัฒนธรรมหลากหลายได้ไม่เพียงพอ จู ยวู่หลิน เห็นว่า
ผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ที่มาจากประเทศที่แตกต่างกันเหล่านี้
สภาพแวดล้อมและเงื่อนไขของประเทศเดิมเป็นเหตุผลในการสร้างบุคลิกภาพของพวกเขา สิ่งเหล่านี้เป็นไปตามสภาพแวดล้อม
ไม่มีร้ายไม่มีดี ดังนั้นจึงไม่ควรที่จะเลือกปฎิบัติ.
เซียว อี้ถิ่งยัง กล่าวด้วยว่าประชาชนทั่วไปคิดว่าคนที่มาจากอเมริกา,ยุโรป,ญี่ปุ่น หรือเกาหลีนั้น
พวกเขามีมาตรฐานการครองชีพค่อนข้างสูง จึงไม่มีการเลือกปฎิบัติต่อพวกเขา
แต่อาจเป็นเพราะเงื่อนไขชีวิตความเป็นอยู่ในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ไม่ค่อยดี เราจึงเลือกที่จะปฎิบัติต่อพวกเขา
แต่แท้จริงแล้วไม่ว่าจะเป็นยุโรป อเมริกา ญี่ปุ่น เกาหลีหรือเอเซียตะวันออกเฉียงใต้
เธอเหล่านั้นมาถึงไต้หวันต่างก็เรียกกันว่าผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ พวกเธอกับพวกเราไม่มีอะไรที่แตกต่างกัน.

วัฒนธรรมอันหลากหลาย ต้องการให้ฉัน-คุณเคารพและชื่นชม

พร้อมกับการลงหลักปักฐานในไต้หวันของผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ รัฐบาลได้ตระหนักแล้วว่า
กลุ่มผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ได้ก้าวกระโดดขึ้นมาเป็นกลุ่มที่ห้าของไต้หวันไปแล้ว จะเป็นบทบาทที่สำคัญของไต้หวันต่อไปในอนาคต
ดังนั้นจึงหวังว่าจะผ่านกิจกรรมแต่ละประเภทให้ประชาชนสามารถเข้าใจลึกซึ้งถึงเพื่อนที่ข้ามน้ำข้ามทะเลมาด้วยความรักหรือความ
ฝันกลุ่มนี้ ภูมิหลังทางวัฒนธรรมอันหลากหลายและประเพณีท้องถิ่นของพวกเขา ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของไต้หวันอุดมพร้อมพรั่ง
และเป็นเพราะองค์ประกอบที่แตกต่างกันเหล่านี้เอง ได้สร้างให้ไต้หวันมีรูปแบบที่ผสมผสานแตกต่างกันไป อย่างที่จู
ยวู่หลินกล่าวไว้ "ไต้หวันเป็นสถานที่ที่ให้ความเคารพและเปิดใจกว้างในวัฒนธรรมอันหลากหลาย
ซึ่งสิ่งนี้เองเป็นเหตุผลที่ว่าทำไม่ไต้หวันถึงได้สวยงามเช่นนี้"