มุมมองสิทธิประโยชน์และการใช้ชีวิตในไต้หวันของคู่สมรสชาวจีน

ผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ในไต้หวันมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
ตามสถิติของกระทรวงมหาดไทยที่ให้ไว้จนถึงเดือนมิถุนายน 2557
จำนวนคู่สมรสชาวต่างชาติมีจำนวนเกือบถึง4แสน9หมื่นคนแล้วในจำนวนนี้
มีคู่สมรสชาวจีนจำนวนเกือบ3แสน2หมื่นคน คิดเป็นร้อยละ65%

มองเรื่องการแต่งงานควรยึดถือแนวความคิดที่ถูกต้อง

ถึงแม้ว่าคู่สมรสชาวจีนจะมีวัฒนธรรม ภาษาและความคุ้นเคยในการใช้ชีวิต
ค่อนข้างมีความใกล้เคียงกับไต้หวัน แต่ในครั้งแรกที่มาถึงนั้น
ย่อมจะมีบางสิ่งที่ไม่สามารถปรับตัวได้รวมทั้งในส่วนของอุดมคติที่ไม่เหมือนกัน
สมาคมเพื่อการช่วยเหลือห่วงใยชาวจีน นักสังคมสงเคราะห์ ชิว เล่ยฉี
ได้ให้ความห่วงใยคู่สมรสชาวจีนมาเป็นระยะเวลานาน กล่าวว่า
มีคู่สมรสชาวจีนยึดถือจินตนาการและเต็มเปี่ยมไปด้วยความเป็นโรแมนติก
แต่หลังจากที่แต่งงานมาแล้วถึงได้พบว่าไม่ใช่เป็นเช่นนั้น
ดังนั้นคู่สมรสชาวจีนต้องมีแนวความคิดที่ถูกต้อง
ไม่อาจมองเฉพาะสถานภาพทางเศรษฐกิจของอีกฝ่ายเท่านั้น
แต่ต้องให้เข้าใจถึงสถานการณ์ทางครอบครัวและความเคยชิน เป็นต้น
ถึงจะมีชีวิตการแต่งงานที่สวยงามได้.
ชิว เล่ยฉี กล่าวอีกว่า ตามด้วยการพัฒนาเศรษฐกิจของทั้งสองฝั่งที่ใกล้ชิดกันมากขึ้น
ในปัจจุบันนี้การแต่งงานอย่างมากมายของทั้งสองฝั่งเป็นเพราะการศึกษา
การงานหรืออินเทอร์เน็ตทำให้ได้แต่งงานกัน
ทั้งการพัฒนาด้านอินเทอร์เน็ตยังช่วยย่นระยะทางซึ่งกันและกันลงอีกด้วย ถึงแม้ว่าจะเป็นเช่นนี้
แต่ก็ยังคงแนะนำให้คู่สมรสชาวจีนก่อนที่จะแต่งงานมาไต้หวันนั้น ควรเตรียมตัวให้ดี
ในอีกด้านหนึ่ง ส่วนใหญ่นโยบายของรัฐบาลเป็นการปรับตัวในการใช้ชีวิตหลังมาถึงไต้หวัน
แต่ควรที่จะเสริมเพิ่มการชี้แนะก่อนการสมรสเข้าด้วย
สองช่องทางด้วยกันถึงสามารถทำให้ได้ผลลัพท์ที่ดียิ่งขึ้น.

คู่สมรสชาวจีนในไต้หวันและเกาหลีแตกต่างกัน

เหวิน จิ้งเหยีวน ปัจจุบันกำลังทำการวิจัยเกี่ยวกับคู่สมรสชาวจีนในไต้หวัน
เป็นผู้สมัครระดับปริญญาเอกด้านมนุษยวิทยา มหาวิทยาลัยโซล ประเทศเกาหลี
ในขณะเดียวกันยังเป็นอาจารย์สอนภาษาเกาหลีที่สมาคมเพื่อช่วยเหลือห่วงใยชาวจีนอีกด้วย
ได้กล่าวแสดงความคิดเห็น สำหรับสถานการณ์คู่สมรสชาวจีนในไต้หวัน ว่า
คู่สมรสชาวจีนในไต้หวันและเกาหลีนั้นมีความแตกต่างกันอย่างมาก เพราะวัฒนธรรมและภาษา
คู่สมรสชาวจีนในไต้หวันจึงมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีกว่าคู่สมรสชาวจีนในเกาหลี
แต่อาจเนื่องด้วยสถานะทางเศรษฐกิจของครอบครัวสามีที่ไม่เหมือนกัน
เป็นเหตุให้เงื่อนไขความเป็นอยู่ของคู่สมรสชาวจีนที่แต่งงานมาไต้หวัน
เทียบกับเกาหลีแล้วด้อยกว่าเห็นได้ชัด นอกจากนี้เขากล่าวเสริมว่า
กฎหมายของไต้หวันเข้มงวดมากกว่าเกาหลี ระบบการตรวจคนเข้าเมืองทั้งหมดทำได้ดีกว่าเกาหลี
ส่วนนี้เป็นส่วนที่ดีอย่างมาก.

คู่สมรสชาวจีนควรได้รับสิทธิประโยชน์

ชิว เล่ยฉี กล่าวว่า ปัจจุบันนี้คู่สมรสชาวจีนซึ่งอาศัยอยู่ในไต้หวัน เพราะสามารถทำงานได้แล้ว
ดังนั้นด้านเศรษฐกิจจึงดีกว่าในสมัยแรกมาก
การปรับตัวชีวิตความเป็นอยู่ทางเศรษฐกิจจึงไม่ใช่เป็นปัญหาใหญ่อีกต่อไป
เวลานี้ที่ค่อนข้างเป็นปัญหาหลักกลับเป็นปัญหาอุปสรรคในการหางานทำ
มีคู่สมรสชาวจีนก่อนแต่งงานมาไต้หวันได้สำเร็จการศึกษาในระดับสูงระดับมหาวิทยาลัยขึ้นไป
แต่ทางไต้หวันไม่ได้ให้การยอมรับมหาวิทยาลัยจากประเทศจีนทุกแห่ง ชิว เล่ยฉี ชี้ให้เห็น
ถึงแม้ว่าในขณะนี้จะมีมหาวิทยาลัยมากกว่า200แห่งที่ได้รับการยอมรับแล้วแต่ก็ยังไม่เพียงพอ
หวังว่ารัฐบาลจะสามารถเปิดการรับรองมหาวิทยาลัยให้ได้มากยิ่งขึ้น
เพื่อปกป้องผลประโยชน์ในการทำงานของคู่สมรสชาวจีน.

เป็นสวัสดิการหรือว่าความแตกต่าง?

ภายในประเทศมีหน่วยงานรัฐบาลและกลุ่มองค์กรภาคเอกชนจำนวนมากจัดหลักสูตรที่เกี่ยวข้องห
รือกิจกรรมแนะแนวขึ้น
ให้แก่คู่สมรสชาวต่างชาติและรุ่นที่สองสามารถกลมกลืนให้เข้ากับชีวิตในไต้หวัน
เป็นจุดประสงค์ที่ดี แต่วิธีการดังกล่าวมีแนวโน้มที่จะเกิดปัญหาได้มาก
ชิว เล่ยฉี กล่าวว่า ที่จริงแล้ววิธีปฎิบัติของรัฐบาลควรระมัดระวังอีกสักนิด
เพราะมาตรการในขณะนี้ ดูเหมือนว่า "คุณเป็นผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ ถึงได้รับสวัสดิการที่เกี่ยวข้อง "
เป็นเช่นนี้แล้วจะทำให้เกิดช่องว่างขึ้นต่อครอบครัวผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่กับประชาชนทั่วไปได้
ตามด้วยคู่สมรสชาวจีนที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ แน่นอนว่าจะต้องมีปัญหาเกิดขึ้นอีกมากมาย
ถึงแม้ว่านโยบายและสวัสดิการที่ทางไต้หวันมีให้ต่อผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่นั้นถือว่าสมบูรณ์แล้วก็ตาม
แต่ยังมีบางส่วนที่ยังไม่พอหรือจำเป็นต้องพูดคุยกัน เช่นที่ ชิว เล่ยฉีได้กล่าวไว้
ระยะเวลาที่คู่สมรสชาวจีนได้รับบัตรประชาชน แม้ว่าปัจจุบันนี้ได้ร่นระยะเวลาจาก 8 ปีเป็น 6
ปีแล้วก็ตาม แต่ก็หวังว่าจะสามารถได้ระยะเวลา 4 ปีเช่นเดียวกับคู่สมรสชาวต่างชาติ เป็นต้น.
ในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่จากประเทศใด
จำนวนคนจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆอย่างแน่นอน สิ่งนี้จะเป็นบททดสอบภูมิปัญญาของรัฐบาล
และยังเป็นการทดสอบระดับความอดทนและการยอมรับของประชาชนทั่วไปอีกด้วย.